แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้าน Old Trafford ไล่เชือด ลิเวอร์พูล 3-2 ในศึกแดงเดือดดุเดือด นัดที่ 35 ของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.30 น. การชนะครั้งนี้ประกาศยืนยันที่นั่งแชมเปี้ยนส์ลีกของทีมแดง พร้อมสะท้อนความเข้มข้นของการแข่งขันในนัดสำรุห์ที่ดำเนินไปอย่างสุดทะเลาะ ทั้งสองทีมส่งศิลป์อื่นผ่านประตูจำนวน 5 ครั้ง ก่อนที่เมนู ซัดประตูชัยขึ้นนำในนาที 77 ตัดลิเวอร์พูลลงในพลาด 5 นัดไม่ชนะ
ศึกแดงเดือดนี้เริ่มออกมาอย่างเป็นประจำสำหรับไมเคิล คาร์ริค และทีมเด็กแดง หลังจาก แมทเธอุส คูนญา ตอกย้ำความเป็นผู้นำโดยยิงประตูแรกเมื่อเพียงนาที 6 นับตั้งแต่เริ่มเกม ไม่นาน มิถุนายน ทีมบ้านขึ้นนำไปอีกประตู เบนยามิน เซสโก้ ยิงลูกที่สองขึ้นมาอย่างหนักแน่น ในนาที 14 ทำให้ลิเวอร์พูล ติดตามเหมือนเป่าลมหลังสูญเสีย 2 ประตูเร็ว หลาย ๆ ที่บอกว่าเป็นเกมที่ VAR ควรตรวจสอบ โดยเฉพาะประตูที่สองจาก เซสโก้ ที่ดูเหมือนบอลโดนมือก่อนเข้าประตู นี่คือสิ่งที่ทำให้ อาร์เนอ ชล็อต โค้ชลิเวอร์พูลไม่พอใจการบริหารจัดการของ VAR หลังเกมจบไป

ลิเวอร์พูล กลับมาสู้รบอย่างเหนือโลกหลัง อินเตอร์วาล ตรงนาที 47 โดมินิก โซโบซไล กดประตูเพื่อเปิดบัญชีของหงส์แดง ลดมาเหลือ 2-1 ความเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อเพียง 9 นาทีต่อมา โคดี้ เกคโป ที่สวมเบอร์ 7 มารับเพสจากโซโบซไล ตีเสมอเป็น 2-2 ในนาที 56 ทำให้ศึกนี้กลับมาเป็นการแข่งขันแบบเปิดสนามอีกครั้ง ตลาดการพนันพรีเมียร์ลีก ที่วางเดิมพันในเกมนี้คงต้องสั่นศึก เพราะภาพรวมดำเนินไปแบบไม่สามารถคาดการณ์ได้
ครึ่งหลังเป็นการแสดงค่ายแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่พยายามหาประตูชัยด้วยสุมส่วน ค็อบบี้ เมนู ที่ยืนประเดิมจากเบอร์นชพบสิ่งเหล่านี้ส่งสัญญาณรายใหม่ เมื่อนาที 75 คาร์ริค เปลี่ยนตัวอย่างรวดเร็ว นำ แพทริค ดอร์กู เข้ามาช่วยเหลือจากแดงบ้านตำแหน่ง เพื่อหาความสามารถในการโจมตี และตัดแม้ว่า ลิเวอร์พูล ก็ป้อนแรงจาก เรียว เงวโมฮา เข้ามาแต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเมนู ได้ เขายิงประตูชัยเมื่อนาที 77 จากจังหวะที่เห็นว่าเป็นการ counterattack อย่างรวดเร็ว ที่ตีเมนู ขึ้นนำ 3-2 เป็นสกอร์สุดท้ายของเกม
จากข้อมูลการแข่งขัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครอบครองลูกบอลมากถึง 73% แต่ลิเวอร์พูล ก็พยายามหาช่องโหว่ด้วยการโจมตีแบบเร็ว ทีมบ้านเอาชนะในเรื่องจำนวนนัดยิงทั้งหมด 18 ครั้ง เทียบกับ 13 ครั้งของเยือน แต่เมื่อพูดถึงนัดยิงเข้าประตู (shots on goal) ทั้งคู่ก็ใกล้เคียง โดยแมนยู ยิง 6 ครั้ง หงส์แดง 5 ครั้ง ลิเวอร์พูล ออกจากสนามด้วยความรู้สึกอย่างไม่พอใจ หลังดูเหมือนจะยืดเยื้อแต่ก็ยังเสียในนาทีสุดท้าย

ดมินิก โซโบซไล ของลิเวอร์พูล ได้รับการยกย่องเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของเกมด้วยคะแนน 8.3 จากการช่วยเหลือให้ทีมกระหายน้ำกลับมาสู้ โดยไม่เพียงแต่ยิงประตูครั้งเดียว แต่ยังเสริมแรงให้ เกคโป ยิงได้ 1 ประตูจากการส่งต่อของเขา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีดุลยพinär เมื่อมัก ค็อบบี้ เมนู กับ บรูโน เฟร์นันเดส ที่ได้ 8.0 และ 8.0 ตามลำดับ เมนู มีส่วนสำคัญในการตัดสินเกม ด้วยประตูชัยครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข่าวสารบอกว่าเขากำลังจะตอบรับสัญญาใหม่กับสโมสร ทำให้เขากลับมาเล่นได้อย่างเต็มตัวในช่วงปลายฤดูกาลสำคัญนี้
นอกเหนือจากผลเล่นสาขาบนสนามแล้ว ไมเคิล คาร์ริค เฮดโค้ช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระบุว่าเขาใกล้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับอนาคตความสัมพันธ์ของตัวเองกับสโมสรแล้ว ตามรายงานจาก Goal.com หลังจากการเจรจามาอย่างต่อเนื่องกับผู้บริหาร ชัยชนะครั้งนี้จึงเป็นข่าวดี ที่ตัดสินใจว่าคาร์ริค ควรอยู่ต่ออย่างยิ่ง จากมุมมองของกลุ่มแฟน ที่หรือต้องการความมั่นคงในการฝึกสอน นอกจากนี้ ชล็อต เฮดโค้ช ลิเวอร์พูล ยังออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของ VAR ที่ไม่ยกเลิกประตูลิเวอร์พูล โดยเขามองว่าบอลโดนมือของ เซสโก้ ก่อนขึ้นเข้าประตู แต่ VAR ไม่ได้ลบประตูนั้นออก ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงเส้นทางของเกมได้ถ้าหากตัดสินใจมาในตัน
ผลกระทบต่อตาราง และ โอกาสนัดถัดไป
ชัยชนะ 3-2 นี้ยืนยันว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเข้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2026-27 ตามรายงานจาก NBC Sports ที่ชี้ว่าทีมหงส์จระเบิด (Red Devils) ได้เซ็ตแข็ง Champions League eligibility หลังสำเร็จการคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ลีก อีกด้านหนึ่ง ลิเวอร์พูล แม้จะแพ้ แต่ยังมีนัดเหลือในระดับพรีเมียร์ลีก ทำให้หงส์แดงไม่ได้ปิดโอกาสในการแย่งชิง UCL spot ให้แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อลิเวอร์พูล มีนาดที่เหลือสองนัดสำหรับการแข่งขันขั้นสุดท้าย ทั้งสองทีมจะรีไซเคิลให้พร้อมสำหรับนัดหน้า โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องใจเย็นว่าทีมจะไม่ได้เล่นในศึกแดงเดือด ในไม่ช้านี้
ศึกแดงเดือดในวันนี้ถือเป็นการแสดงมาตรฐานท่าสูงของพรีเมียร์ลีก ที่ยังคงสร้างมนต์ขลังให้แก่แฟนบอลทั่วโลก เลยไม่ว่า ชล็อต จะไม่พอใจการตัดสินใจของ VAR แค่ไหน แต่ความเหนือกว่า 5 ลูกในลูกเดียวกัน ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นเป็นเรื่องจริงทีเดียว และการที่ เมนู สามารถตอกย้ำความสามารถในการตัดสินเกมใหญ่ เมื่อทีมมีความจำเป็น ทำให้นี่เป็นหนึ่งในศึกแดงเดือดที่แฟนบอลจะจำได้ตลอดไป